ไซโก Prospex ยังมีนาฬิกาอีกหลายรุ่นที่ออกแบบมาเพื่อคนที่รักและหลงใหลในการดำน้ำอีกด้วย และเราจะพาทุกคนดำดิ่งลึกลงไปสู่ประวัติศาสตร์ของไซโกกัน

จุดเริ่มต้นจากจดหมาย

จุดเริ่มต้นของนาฬิกาดำน้ำจากไซโก เกิดจากนักดำน้ำมืออาชีพ ชาวจังหวัด ฮิโรชิมา คนหนึ่ง ที่ได้ส่งจดหมายถึงบริษัทผลิตนาฬิกาไซโกในประเทศญี่ปุ่นว่า เขานั้นต้องการนาฬิกาที่สามารถดำน้ำลึกและทนต่อความดันอากาศมากขึ้น รวมถึงปัญหาต่าง ๆ มากมายที่เขาอยากให้นาฬิกาดำน้ำเรือนนี้ตอบสนองในสิ่งที่เขาต้องการ จนสุดท้ายแล้ววิศวกรก็ใช้เวลามากกว่า 7 ปีในการรังสรรค์นาฬิกาที่สามารถดำน้ำได้ลึกถึง 600 เมตร

กว่าครึ่งศตวรรษแล้วที่ไซโกได้รับความไว้วางใจจากนักดำน้ำทั่วโลก เลือกให้เป็นหนึ่งในนาฬิกาดำน้ำที่เชื่อมั่นได้ จากการพัฒนาที่ไม่หยุดยั้ง เป็นนาฬิกาดำน้ำเจ้าแรกของโลก ที่เลือกใช้วัสดุไททาเนียมที่แข็งแกร่งและมีน้ำหนักเบามากกว่าโลหะทั่วไป เป็นวัสดุหลักในการผลิตนาฬิกาดำน้ำ มีหน้าปัดที่มองเห็นชัดเจนในทุกสภาวะ อีกทั้งยังมีประเก็นทรงตัวแอล ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อป้องกันการรั่วซึมของน้ำ และกลไกของนาฬิกาที่มั่นใจได้เรื่องความแม่นยำแม้จะดำดิ่งลงไปใต้ทะเลลึก

นาฬิกาดำน้ำเรือนแรก กับการพัฒนาที่ไม่หยุดยั้ง

ย้อนกลับไปเมื่อปี 1965 นาฬิกาดำน้ำเรือนแรกของประเทศญี่ปุ่นได้ถูกผลิตขึ้น ซึ่งในขณะนั้นนาฬิกาสามารถดำน้ำได้ลึกกว่า 150 เมตร เป็นนาฬิกาที่มีกลไกขึ้นลานอัติโนมัติและได้ถูกพิสูจน์ประสิทธิภาพของมันเองด้วยภารกิจการสำรวจแอนตาร์กติกา ครั้งที่ 8 ของประเทศญี่ปุ่น ในปี 1968 นาฬิกาดำน้ำเครื่องไฮบีท ถูกผลิตขึ้นและได้รับการกล่าวถึงว่ามีมาตรฐานสูงที่สุดในโลก สามารถดำน้ำได้ลึกมากกว่า 300 เมตร มีกลไกการขึ้นลานแบบอัตโนมัติ ทำให้ประสิทธิภาพของนาฬิกาดำน้ำจากไซโกถูกพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ ต่อมาในปี 1975 ที่สามารถกันน้ำได้ถึง 600 เมตร มาพร้อมกับตัวเรือนแบบประกอบหลายชิ้นที่ทนทาน มีน้ำหนักเบา หรือที่เราแฟน ๆ เรียกว่า “ทูน่าแคน” นั่นเอง

จากนั้นการพัฒนานาฬิกาดำน้ำก็ไม่เคยหยุดอยู่กับที่ ดังคอนเซปต์ “Keep Going Forward ไม่สิ้นสุด ถ้าไม่หยุดไปต่อ” วิศวกรไซโกได้มีการคิดค้นกลไกแบบควอตซ์ และเพิ่มความแข็งแกร่งของวัสดุให้สามารถทนทานต่อการกัดกร่อนมากขึ้น รวมถึงประสิทธิภาพในการกันน้ำที่สูงสุดถึง 1,000 เมตรเลยทีเดียว

ตัวเรือนไททาเนียมน้ำหนักเบา และแข็งแกร่ง

นอกจากนาฬิกาที่มีกลไกประสิทธิภาพสูงแล้ว วัสดุที่นำมาใช้ออกแบบต้องมีคุณภาพและประสิทธิภาพสูงด้วยเช่นกัน นาฬิกาไซโกดำน้ำในรุ่นแรก ๆ นั้นตัวเรือนจะทำจากไททาเนียม ซึ่งเป็นวัสดุพิเศษที่ใช้ในการผลิตกระสวยอวกาศ มีคุณสมบัติทนทานต่อการกัดกร่อน และน้ำหนักเบากว่าเหล็กถึง 40% ทำให้มั่นใจได้เลยว่ามีความแข็งแรง ทนทาน จากนั้นก็มีการเพิ่มวัสดุที่มีความพิเศษเรื่อย ๆ เพื่อให้นาฬิกามีความทนทานต่อแรงดันน้ำเมื่อต้องอยู่ในน้ำที่ลึกมากขึ้น

 

รวมถึงการใช้วัสดุเซรามิกหุ้มตัวเรือน เพื่อเพิ่มความต้านทานต่อการสึกกร่อน การรั่วซึมของน้ำ ช่วยให้น้ำหนักเบามากขึ้นและเพิ่มความงดงามให้กับนาฬิกา สามารถนำไปมิกซ์แอนด์แมตช์ใช้ได้ในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย

 

นาฬิกาของผู้พิชิตแอนตาร์ติกและเอเวอร์เรสต์ ถ้าพูดถึงสถานที่ที่มีความท้าทายที่สุดในโลกชื่อของทวีปแอนตาร์กติกและยอดเขาเอเวอร์เรสต์คงเป็นชื่อแรก ๆ ที่หลายคนคิดถึง แต่บนสถานที่แห่งความท้าทายนี้นาฬิกาไซโกได้ถูกนำไปพิสูจน์ประสิทธิภาพของกาลเวลามาแล้ว ! ในปี 1966 นาฬิกาดำน้ำไซโกได้ถูกนำไปใช้ในงานสำรวจทวีปแอนตาร์กติก ของหน่วยงานระบุพิกัดทางภูมิศาสตร์แห่งประเทศญี่ปุ่น รวมถึงถูกนำไปสำรวจใต้ท้องทะเลเพื่อทดสอบประสิทธิภาพการกันน้ำลึก กับทีมวิจัยใต้น้ำ แจมสแทค สำนักงานวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีทางทะเลและโลก ประเทศญี่ปุ่น ในปี 1983 นาฬิกาที่ถูกนำไปทดสอบ คือนาฬิกาดำน้ำไซโกรุ่นโปรเฟสชันแนล ไดเวอร์ส 600 เมตร ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้เป็นที่ตกตะลึงของทีมเพราะนาฬิกาไซโกสามารถดำดิ่งลงไปใต้ทะเลลึกกับเรือดำน้ำ ชินไก 2000 ได้ถึง 1,062 เมตรเลยทีเดียว ทำให้เห็นว่านาฬิการุ่นนี้แม้จะถูกออกแบบมาเพื่อให้ใช้งานได้เพียง 600 เมตร แต่นาฬิกาสามารถทนทานต่อแรงดันน้ำได้เหนือขีดจากัดไปอีกเท่าตัว ยิ่งตอกย้ำความสำเร็จและประสิทธิภาพของนาฬิกาไซโกดำน้ำไปอีกขั้น

 

จากจุดเริ่มต้นผ่านช่วงเวลามายาวนานมากว่า 55 ปี ทีมไซโกยังคง Keep Going Forward ไม่เคยหยุดพัฒนาและค้นหาความอัศจรรย์แห่งกาลเวลา มาผสมผสานกับนาฬิกาเพื่อทุกคน ไม่ว่าจะเป็นวัสดุที่มีคุณภาพ การออกแบบตัวเรือนที่ตอบสนองทั้งความต้องการสูงสุดและมีความสวยงามเสมือนเป็นงานศิลปะได้ในเวลาเดียวกัน รวมทั้งประสิทธิภาพที่เหนือความคาดหมาย

จึงไม่แปลกใจว่าทำไมนาฬิกาดำน้ำไซโกถึงได้เป็นขวัญใจของผู้ที่รักความท้าทายและเป็นนาฬิกาที่ควรค่าแก่การครอบครอง